เทคนิค Up คะแนน TOEIC 800+

TOEIC ย่อมาจาก Test Of English for International Communication ปัจจุบัน TOEIC มีการสอบสองรูปแบบคือ
1. TOEIC Listening and Reading Test (การฟังและการอ่าน)
2. TOEIC Speaking and Writing Tests (การพูดและการเขียน) ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่
ในประเทศไทย มีการสอบเฉพาะแบบ TOEIC Listening and Reading Test (การฟังและการอ่าน) เท่านั้น ซึ่งเป็นแบบทดสอบซึ่งสามารถวัดทักษะความสามารถในการนำภาษาอังกฤษมาใช้งานได้จริง ทั้งด้านการฟังและการอ่าน TOEIC ไม่มีสอบตก ซึ่งแต่ละคะแนนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ภาษาของผู้สอบ โดยคะแนน TOEIC เริ่มจาก 10 คะแนนถึง 990 คะแนน
รูปแบบการสอบTOEIC (Listening and Reading Test)
ปัจจุบันการสอบ TOEIC ใช้รูปแบบที่เรียกว่า Redesigned TOEIC แบ่งการสอบเป็น 2 ส่วนคือ การฟัง (Listening) และ การอ่าน (Reading) จำนวน 200 ข้อ คะแนนเต็มรวม 990 คะแนน เวลาในการทำข้อสอบคือ 2 ชั่วโมง รายละเอียดตามนี้เลยค่ะ
1.การฟัง (Listening Comprehension) มี 100 ข้อ คะแนนเต็ม 495 คะแนน เวลา 45 นาที ผู้เข้าสอบจะได้ฟังคำถาม และการสนทนาสั้นๆ เป็นภาษาอังกฤษ แล้วตอบคำถามจากสิ่งที่ได้ยิน โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนย่อย ดังนี้
Part 1: Photographs 10 ข้อ
Part 2 : Question-Response 30 ข้อ
Part 3 : Conversations 30 ข้อ
Part 4 : Short Talks 30 ข้อ
2.การอ่าน (Reading Comprehension) มี 100 ข้อ คะแนนเต็ม 495 คะแนน เวลา 75 นาที ผู้เข้าสอบจะต้องตอบคำถามจากสิ่งที่อ่าน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อย ดังนี้
Part 5: Incomplete Sentences 40 ข้อ
Part 6: Text Completion 12 ข้อ
Part 7: Reading Comprehension 48 ข้อ

เทคนิคขั้นเทพ พิชิตคะแนน 800+

Listening Part (ส่วนของการฟัง)
ส่วนนี้ หากใครมีเพื่อนฝรั่งหรือครูฝรั่ง แนะนำให้ไปคุยกับพวกเค้าบ่อยๆ เพราะเราจะจับสำเนียงการพูดของเค้าได้ สำเนียงการพูดของแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน เหมือนกับข้อสอบ Listening ของ TOEIC ก็มีสำเนียงที่หลากหลาย การฝึกฟังจากเจ้าของภาษาจริงจะทำให้ทักษะหูของเราคุ้นเคย (เอ้า จริงๆนะ ไม่ได้อำ)
แต่ถ้าใครเรียนโรงเรียนไทยมาตลอด และไม่ค่อยได้มีโอกาสสนทนากับฝรั่งเท่าใด ไม่ต้องเสียใจไปค่ะ พี่แพรมีเว็บไซต์ฝึกทักษะการฟังมาฝาก นั่นก็คือ http://www.4tests.com/exams/questions.asp?exid=23842791&googlebot=57 ถึงแม้ว่าทางเว็บจะบอกว่าเป็น listening ของ TOEFL แต่ตัวข้อสอบเองมีความคล้ายคลึงกับข้อสอบ TOEIC ข้อดีก็คือมี script ให้ด้วย ตอนแรกอาจเริ่มจากการฟังฟังแบบปิด script ก่อนแล้วตอบคำถาม แล้วฟังอีกรอบนึงโดยดู Script เพื่อเพิ่มความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง ลองดูนะคะ
อีกเว็บหนึ่งที่พี่แพรเห็นว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน คือ http://www.english-test.net/toeic/ เว็บนี้เป็นจำลองแบบข้อสอบ TOEIC จุดเด่นของเว็บนี้คือมี part ที่เป็นรูปภาพให้ลองทำด้วย

558000000924504

Reading Part (ส่วนของการอ่าน)
ชื่อก็บอก Reading ก็คือ การอ่าน อยากทำคะแนนส่วนนี้ให้ดีก็ต้องฝึกอ่าน เห็นอะไรก็อ่าน อ่าน อ่าน ไว้ก่อน อย่างเดินผ่านป้ายโฆษณา โบรชัวร์ หนังสือแจก หนังสือพิมพ์ บทความในเว็บไซต์ ฯลฯ และที่สำคัญที่จะต้องสังเกต คือ การใช้แกรมม่าในบทความนั้นๆ หรือจะติดตามแกรมม่าที่พี่แพรเขียนบ่อยใน blog นี้ก็ได้ค่ะ
นอกจากนี้ เว็บไซต์ที่เราสามารถฝึกได้ก็มี http://www.english-test.net/toeic/ เว็บนี้จะมีข้อสอบให้ลองทำเยอะมาก ถ้าทำข้อไหนผิด ให้ลองอ่านใหม่อีกรอบข้อเดิม ลองดูว่าคำตอบเราจะเปลี่ยนรึเปล่า แรกๆ ก็อาจจะทำไปเปิด dictionary ไปค่ะ สัก 3-4 passages ให้คุ้นเคยกับการอ่านก่อน แล้วค่อยเริ่มเปลี่ยนเป็นการเดาจาก context แทนค่ะ
ส่วนเว็บที่สองที่ใช้ฝึก Reading part คือ http://www.examenglish.com/TOEIC/TOEIC_reading.htm เว็บนี้ก็มีข้อสอบ listening part ให้ทำด้วยนะคะ ฝึกทำไปเรื่อยๆ เวลาทำผิดก็ต้องเช็คค่ะว่าทำตรงไหนผิด ที่สำคัญอย่าลืม เวลาทำแบบฝึกหัดต้องจับเวลาด้วยนะคะ
อ่านหนังสือไม่ทัน ทำไงดี?
ถ้าๆ น้องมีเวลาเตรียมตัวไม่ทันจริงๆ พี่แพรแนะนำทางลัดการทำข้อสอบแบบผิดน้อยที่สุดให้ ตั้งใจกันนะคะ
เริ่มต้นกันที่ Listening Part
1. Photos
ดูรูปก่อน จับสังเกตให้ทันเวลาก่อนที่เทปจะเริ่มพูด สังเกตว่ารูปไหนมีอะไรบ้าง เช่น มีผู้ชาย ผู้หญิง โต๊ะ เก้าอี้ ประตู หน้าต่าง ฯลฯ ให้สังเกตทั้ง 4 chioce นะคะ
หรือ สังเกตว่าแต่ละรูปเกิขึ้นที่ไหน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล โรงแรม สนามบิน ฯลฯ เวลาเทปพูด เราก็พอเดาได้ว่าการสนทนาน่าจะเกิดขึ้นที่ไหนได้ เป็นการเดาจากความเป็นไปได้ค่ะ
2. Questions
ดูดีๆ ค่ะว่าโจทย์ถามอะไร Who, Where, What time, When, Why, How เพราะมันจะช่วยในการเดา ถ้าโจทย์ถาม Who ก็สอดส่องสายตาไปที่คนเลยค่ะ ไม่ต้องมองอย่างอื่น เป็นต้น
3. Conversations
อ่านคำถามก่อนเลยค่ะก่อนที่จะเริ่ม conversations หรือ Talks จะได้รู้ว่าจะต้องจับใจความเรื่องอะไรบ้าง แต่บางทีโจทย์อาจจะหลอก เช่นบอกว่านัดเจอกันวันศุกร์ แต่อีกคนไม่ว่างขอเลื่อนนัดเป็นวันเสาร์แทน สำคัญต้องมีสติตลอดค่ะ
4. Talks
ส่วนสุดท้ายคือ Reading Part ต้องตั้งสติให้ดีค่ะ อย่าสะเพร่า โดยเฉพาะข้อแรกๆ ที่ไม่ใช่ Passage ง่ายๆ พยายามทำให้ได้เยอะที่สุดค่ะ เพราะอ่านประโยคสั้นๆ แล้วตอบคำถาม ถ้าจะยากก็ตรง Grammar ค่ะ

558000000924507

Reading Part
1. Error recognition
อันนี้ต้องแม่น Grammar ค่ะ สิ่งแรกที่ควรเช็คก่อนเลยคือ tenses ดูว่าใช้ verb tense ถูกรึเปล่า ตามด้วย Noun-verb agreement ค่ะ ว่าถูกรึเปล่า พวกประเภทของคำเช่นเป็น noun หรือ adjective หรือ adverb ค่ะ ติดตามรายละเอียดได้ใน Part of Speech ที่พี่แพรเขียนไว้ค่ะ
2. Text completion
แนะนำให้ตัดข้อที่ไม่ใช่แน่ๆออกค่ะ อย่างน้อยก็เพิ่มความเป็นไปได้ที่จะตอบถูกให้มากขึ้น ศัพท์บางคำอาจจะอยู่ในรูปที่เราไม่รู้ความหมาย ก็ต้องลองแตกศัพท์ดูค่ะว่ามันคล้ายกับคำที่เรารู้รึเปล่า ยกตัวอย่างเช่น คำว่า Inhibit เราไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรแต่เรารู้ว่าคำว่า Prohibit แปลว่าห้าม เราก็อาจจะเดาไปว่ามันคงเป็นอะไรเกี่ยวกับการห้ามหรืออนุญาตแน่นอน
3. Short passage
ต้องบอกก่อนว่าเราไม่ต้องเข้าใจทุกคำเพื่อให้ทำข้อสอบได้ค่ะ เช่น ถ้าเราไม่เข้าใจประธานของประโยค ก็ให้เราสมมติว่าประธานคือใครสักคน หรืออะไรสักอย่าง ถ้าเราไม่เข้าใจ Verb ของประโยค ก็ให้คิดว่า Verb นั้นคือการทำอะไรบางอย่าง เพราะถ้าเราใจจดใจจ่อเราก็จะลืมภาพรวมของ Reading ไป และเสียเวลาในการทำข้อสอบแบบเปล่าประโยชน์เลย เพราะถึงเราจะจดจ่อแค่ไหน เราก็อาจจะนึกไม่ออกอยู่ดี ลองแทนความหมายในใจไปก่อนค่ะ แล้วดูความเป็นไปได้อีกที
ดังนั้นเราต้องอ่านภาพรวมของ passage ก่อนว่าเค้าพูดเรื่องอะไร หรือที่เรียกว่า Topic ของ Passage อ่ะค่ะ แล้วคนเขียนเค้าใช้วิธีอะไรเขียน เค้าใช้วิธียกตัวอย่าง หรือเป็นการไม่เห็นด้วยกับทฤษฏีต่างๆ เป็นต้น
4. Double passages
Reading part นี้จะอยู่ส่วนท้ายๆ ของข้อสอบ เวลาชักจะจวนเจียน ตื่นเต้นเหลือเกิน ถ้าใครตื่นเต้นมากๆ ให้จำไว้นะคะว่าการตื่นเต้นไม่ช่วยอะไร ถ้าเราทำไม่ทันจริงๆ เราก็เดาได้ค่ะ สู้เราทำข้อที่เราทำอยู่ให้ถูกก็พอค่ะ Part นี้จะมี Passages มาให้สอง Passages ค่ะ อาจจะเป็น email คุยโต้ตอบกัน สิ่งสำคัญใน Part นี้คือเราต้องเข้าใจค่ะว่าวัตถุประสงค์ในการส่ง email มาของแต่ละฝ่ายเค้าต้องการอะไรค่ะ ถึงจะตอบโจทย์ได้
** ส่วนเรื่องเวลาในการทำ Part Reading **
Part 1 กับ 2 ไม่ควรใช้เวลาเกิน 1 นาทีค่ะ เพราะเป็นประโยคสั้นๆ
Part 3 กับ 4 ไม่ควรใช้เวลาเกิน 2 นาทีต่อข้อค่ะ
เนื่องจากข้อสอบไม่ได้กำหนดว่าต้องทำข้อไหนก่อน ฉะนั้นเราจะเลือกทำข้อไหนก่อนก็ได้ค่ะ เราต้องรู้ว่าเราถนัด part ไหน ให้ทำ part ที่ถนัดก่อนเลยค่ะ เพราะ Part ที่ไม่ถนัดเราอาจจะใช้เวลานาน และก็ไม่ทราบว่าจะทำถูกรึเปล่า ดังนั้นจึงเลือกทำในส่วนที่เรามั่นใจก่อน เพื่อเป็นการไม่เสียเวลานั้นเอง

ขอบคุณข้อมูลจากกระทู้พันทิพ BuBble Bie
– http://pantip.com/topic/32511156
– http://www.2btopic.com/inter/toeic1.html

 

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้น้องๆ ได้นะคะ

 

พี่แพร
Great Chula Tutor
TEL: 088-562-0828
Line ID: greatchulatutor
Website: www.greatchulatutor.com
Share Button
ContactUs.com